บทที่ 4 The Components of the System Unit
หน่วยระบบเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวล ผล ข้อมูล หน่วยระบบมีอยู่หลายรูปร่างและหลายขนาด ซึ่งทำจากโลหะหรือพลาสติก เพื่อปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในจากความเสียหาย การทำงานผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรนิกส์ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับหน่วยของระบบต่างๆ ซึ่งจะมีกระบวนการมาประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมา จะมีหน่วยควบคุมคอยควบคุมและจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา การรับข้อมูลจากผู้ใช้มาถึงการประมวลผลจาก CPU ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ให้เป็นตัวอักษร หรือการทำงานอื่นๆที่เริ่มจากการป้อนข้อมูลจาก input แล้วไปแสดงออกทาง output ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียงหรือข้อความ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ซึ่งหน่วยความจำจะมีส่วนประกอบเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทำงานร่วมกับ ระบบประมวลผลโดยจะเก็บข้อมูลนี้ไว้และจะนำมาประมวลผลเมื่อมีการเรียกใช้งาน หน่วยความจำจะมีเป็นส่วนประกอบหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้นบน Motherboard หรือจะเป็น บอร์ดวงจรไฟฟ้าในคอมพิวเตอร์
Processor
CPU ย่อมาจาก Central Processing Unit คือ หน่วยประมวลผลกลาง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (Chip) CPU มีลักษณะเป็นชิปตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ภายใน CPU จะประกอบไปด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า CPU จะทำหน้าที่คำนวณตัวเลขจากชุดคำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนโปรแกรมเข้าไปแล้ว CPU จะไปอ่านชุดคำสั่งมาแปลความหมาย และทำการคำนวณ เมื่อได้ผลลัพธ์ก็จะส่งผลลัพธ์ออกไปแสดงผลทางหน้าจอการแทนรหัสข้อมูล (Data Representation)
Bit ( binary digit) คือ หน่วยพื้นฐานในการแทนข้อมูล 8 bit จะถูกจัดกลุ่มกันเป็นหน่วยของ Byte (Byte จำนวน 8 bit)
ข้อมูลอักขระ ซี่งได้แก่ตัวอักษร ตัวอักษรที่แทนตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ จะถูกแทนด้วยเลขฐานสองตามแต่รหัส ( code) ที่เลือกใช้เช่น
- ASCII code (American Standard Code for Information Interchange)โดยเเบ่งเป็น
- Stand ASCII หรือ ASCII-7 ใช้ 7 bit แทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 27 = 128 อักขระ เช่นแทน “ A” ด้วย 100 0001
- Extended ASCII หรือ ASCII-8 ใช้ 8 bitแทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 28 = 256 อักขระ ซึ่งเพิ่มจากเดิมเพื่อให้สามารแทนอักขระของภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น สามารถแทน “ก” ได้
- Unicode code ใช้เลขฐานสองจำนวน 16 bits แทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 2 กำลัง 16 = 65536 อักขระ เพื่อให้สามารถแทนอักขระของภาษาต่างๆในโลกได้ครอบคลุมมากกว่ารหัสแบบอื่นๆ
Memory
Memory คือพื้นที่พักข้อมูลชั่วคราวของคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูล Memory มีอยู่หลายขนาด- Kilobyte (KB หรือ K) เท่ากับประมาณ 1 พันไบต์
- Megabyte (MB) เท่ากับประมาณ 1 ล้านไบต์
- Gigabyte (GB) เท่ากับประมาณ 1 พันล้านไบต์
- Terabyte (TB) เท่ากับประมาณ 1 ล้านล้านไบต์
RAM (Random Access Memory)
คือ หน่วยความจำที่มีการเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใส่ลำดับต้องการข้อมูล ที่ตำแหน่งใดก็ได้ โดยส่ง Address (ตัวเลขระบุตำแหน่ง) ให้กับ RAM Memory Chip ที่ใช้กันในเครื่องพีซีแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
1. SRAM(Static RAM)
2. DRAM(Dynamic RAM)
คุณสมบัติที่แตกต่างกัน ระหว่าง SRAM กับ DRAM คือ SRAM มีราคาสูงกว่า เนื่องจาก SRAM มี ความเร็วสูงกว่า DRAM
การใช้งาน RAM นั้น ต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา และนอกจากไฟเลี้ยงแล้ว DRAM ยังต้องการ การ Refresh ข้อมูลเป็นระยะๆ เสมือนการเตือนความทรงจำ ซึ่ง ผิดกับ SRAM ที่ไม่ต้องมีการ Refresh เนื่องจาก DRAM ซึ่งทำมาจาก MOSใช้หลักการ ของตัวเก็บประจุ มาเก็บข้อมูล เมื่อเวลาผ่านไป ประจุจะค่อยๆรั่วออก ทำให้ต้องมีการ Refresh ประจุตลอดเวลาการใช้งาน ส่วน SRAM ซึ่งทำมาจาก Flip-Flop นั้น ไม่จำเป็นต้องมีการ Refresh แต่ SRAM จะกินไฟมากกว่า DRAM อันเนื่องจากการใช้ Flip-Flop นั่นเอง
RAM (Random Access Memory)
เป็น memory chips ที่จำเป็นของคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไป รวมทั้ง PDA ด้วย ส่วนของ RAM นี้ จะใช้สำหรับประมวลผลและเก็บไฟล์ข้อมูลชั่วคราว RAM มีความแตกต่างจาก ROM ในเรื่องของการเก็บรักษาข้อมูล RAM จำเป็นจะต้องมีกระแสไฟมาเลี้ยงเพื่อที่จะรักษาข้อมูลที่เก็บไว้ใน RAM Pocket PC รุ่นแรกๆ ก่อนที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 5 จะใช้ RAM เก็บทั้งข้อมูลและโปรแกรม ดังนั้นผู้ใช้ PDA จำเป็นจะต้องคอยดูแลส่วนของแบตเตอรีไม่ให้กระแสไฟฟ้าหมด มิเช่นนั้น โปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้ใน RAM ก็จะหายไปทั้งหมด
Flash Memory
คือ หน่วยความจำขนาดเล็กประเภท non-volatiole ที่สามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ข้อมูลไม่มีการสูญหายเมื่อปิดสวิตซ์ ซึ่งมีส่วนที่ใช้บันทึกข้อมูล เรียกว่า solid state chips ซึ่งใช้กระบวนการทางไฟฟ้าในการบันทึกข้อมูลและมีตัวควบคุมการอ่านและเขียนในตัวเอง
CMOS (Complementary Metal-Oxide Semiconductor)
คือ ชิปหน่วยความจำแบบใช้พลังงานแบตเตอรีในคอมพิวเตอร์ของคุณ ที่ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำงาน โปรแกรมที่ทำงานขั้นพื้นฐานของระบบ (BIOS) ในคอมพิวเตอร์คุณจะใช้ข้อมูลนี้เมื่อเริ่มการทำงานของคอมพิวเตอร์
วิธีการทำความสะอาดภายนอกและภายในระบบ
การทำความสะอาดภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์
ใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับเครื่องคอมฯ เช็ด บริเวณด้านนอก โดยอาจใช้พู่กันเล็กๆ ช่วยในการปัดฝุ่นออกเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็คเครื่องคอมฯ ข้อควรระวัง! โดยปกติน้ำยาเหล่านี้ ห้ามเช็คหน้าจอ ถ้ามีฝุ่นหรือคราบนิ้วมือ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว (ทิป น้ำยาทำความสะอาด โดยทั่วไป การใช้ควรใส่น้ำยาบนผ้าที่สะอาด จากนั้นลูบไปบริเวณตัวเครื่อง ทิ้งไว้สักพัก และค่อยเช็ดออก จะช่วยลดแรงในการขัดได้มาก)
การทำความสะอาดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
แบ่งได้หลายส่วนเลย ดังนี้
* สำรองข้อมูล
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาของคอมพิวเตอร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาของคุณได้มากทีเดียว การสำรองข้อมูลอาจสำรองลงแผ่น ดิสก์, ซีดี หรืออาจแบ่ง partition ในฮาร์ดดิกส์ แล้วทำรองไว้ ทั้งนี้คงขึ้นกับกำลังเงินที่เรามีอยู่
* ทำความสะอาดแผงวงจร
ปัญหาอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดเสียหายได้ นั่นคือ ความชื้นและฝุ่นละอองที่เกาะตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ติดตั้งคอมฯ ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากน้อยเพียงใด การทำความสะอาด จำเป็นต้องต้องเปิดฝาเครื่อง จากนั้นให้ใช้เครื่องเป่าผม หรือเครื่องดูดฝุ่น (ขนาดเล็ก) ใช้เป่า หรือดูดฝุ่นออกมา ระวังเวลาดูดหรือเปล่า อย่าเข้าใกล้แผงวงจรมากนัก
* ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่ถูกใช้งานมากที่สุด ดังนี้เราจึงควรมีการตรวจสอบ ฮาร์ดดิสก์เป็นประจำอยู่เสมอ โดยใช้โปรแกรมตรวจสอบ เช่น ลบขยะภายในเครื่อง Disk Cleanup, ตรวจสอบดิสก์ Scandisk และ จัดเรียงข้อมูลในดิสก์ Disk Defregment (อย่างน้อยเดือนละครั้ง)
* ตรวจสอบไวรัส
วิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหา และช่วยในการทำงานของคุณให้ราบรื่นด้วย เนื่องจากปัจจุบัน ไวรัสมีการแพร่กระจายทุกวัน และโดยเฉพาะการใช้งาน internet & Email ก็เป็นที่แพร่หลายมากด้วย ดังนั้นโอกาสในการติดไวรัสย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ปัญหาแน่นอน ดังนั้นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อป้องกันและตรวจสอบไวรัส ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ต้องกระทำ และนอกจากนี้ คุณจำเป็นจะต้องมีการ update ไฟล์ที่สามารถป้องกันไวรัสตัวไวรัสอย่างสม่ำเสมออีกด้วย (อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง)
การทำความสะอาดภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์
ใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับเครื่องคอมฯ เช็ด บริเวณด้านนอก โดยอาจใช้พู่กันเล็กๆ ช่วยในการปัดฝุ่นออกเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็คเครื่องคอมฯ ข้อควรระวัง! โดยปกติน้ำยาเหล่านี้ ห้ามเช็คหน้าจอ ถ้ามีฝุ่นหรือคราบนิ้วมือ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว (ทิป น้ำยาทำความสะอาด โดยทั่วไป การใช้ควรใส่น้ำยาบนผ้าที่สะอาด จากนั้นลูบไปบริเวณตัวเครื่อง ทิ้งไว้สักพัก และค่อยเช็ดออก จะช่วยลดแรงในการขัดได้มาก)
การทำความสะอาดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
แบ่งได้หลายส่วนเลย ดังนี้
* สำรองข้อมูล
เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาของคอมพิวเตอร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาของคุณได้มากทีเดียว การสำรองข้อมูลอาจสำรองลงแผ่น ดิสก์, ซีดี หรืออาจแบ่ง partition ในฮาร์ดดิกส์ แล้วทำรองไว้ ทั้งนี้คงขึ้นกับกำลังเงินที่เรามีอยู่
* ทำความสะอาดแผงวงจร
ปัญหาอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดเสียหายได้ นั่นคือ ความชื้นและฝุ่นละอองที่เกาะตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ติดตั้งคอมฯ ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากน้อยเพียงใด การทำความสะอาด จำเป็นต้องต้องเปิดฝาเครื่อง จากนั้นให้ใช้เครื่องเป่าผม หรือเครื่องดูดฝุ่น (ขนาดเล็ก) ใช้เป่า หรือดูดฝุ่นออกมา ระวังเวลาดูดหรือเปล่า อย่าเข้าใกล้แผงวงจรมากนัก
* ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์
ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่ถูกใช้งานมากที่สุด ดังนี้เราจึงควรมีการตรวจสอบ ฮาร์ดดิสก์เป็นประจำอยู่เสมอ โดยใช้โปรแกรมตรวจสอบ เช่น ลบขยะภายในเครื่อง Disk Cleanup, ตรวจสอบดิสก์ Scandisk และ จัดเรียงข้อมูลในดิสก์ Disk Defregment (อย่างน้อยเดือนละครั้ง)
* ตรวจสอบไวรัส
วิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหา และช่วยในการทำงานของคุณให้ราบรื่นด้วย เนื่องจากปัจจุบัน ไวรัสมีการแพร่กระจายทุกวัน และโดยเฉพาะการใช้งาน internet & Email ก็เป็นที่แพร่หลายมากด้วย ดังนั้นโอกาสในการติดไวรัสย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ปัญหาแน่นอน ดังนั้นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อป้องกันและตรวจสอบไวรัส ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ต้องกระทำ และนอกจากนี้ คุณจำเป็นจะต้องมีการ update ไฟล์ที่สามารถป้องกันไวรัสตัวไวรัสอย่างสม่ำเสมออีกด้วย (อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง)




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น