หน้าเว็บ


MusicPlaylistRingtones

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 11 Computer Security and Safety, Ethics, and Privacy

บทที่ 11  Computer Security and Safety, Ethics, and Privacy




         ความเสี่ยงของคอมพิวเตอร์ที่จะมีบุคคลอื่นซึ่งเราไม่ได้อนุญาตมาบุกรุกคอม ก็จะเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายต่อคอมพิวเตอร์และข้อมูลของคุณ การป้องกันคอมพิวเตอร์ที่เป็นทั้งส่วนบุคคล และ องค์กร ให้มีการลดความเสี่ยงน้อยลง โดยเฉพาะบุคคลที่ชอบใช้อินเตอร์เน็ตไร้สายจะมีความเสี่ยงมาก เราสามารถทำให้ภัยอันตรายที่มีความเสียงนั้นหายไปได้ โดย บทนี้ได้กล่าวถึงการใช้คอมพิวเตอร์ให้รู้เท่าทันกับภัยอันตรายที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน ยังกล่าวถึง จริยธรรมและขอบเขตในการใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะไม่ให้ไปล่วงเกินข้อมูลผู้อื่น  หรือทำการใดๆที่ไม่เหมาะสมกับสิ่งอื่นๆ ดังนั้นคอมโหรเหมืออรว่าอะนะ โดยมีการอธิบายเกี่ยวกับการป้องกันคอมพิวเตอร์ของเราให้ปลอดภัยจากความ เสี่ยงต่างๆ อีกด้วย
 


บทที่ 7 Storage

บทที่ 7 Storage




      การเก็บข้อมูลต่างๆ ลงในหน่วยความจำ การเก็บข้อมูลนี้เป็นการบันทึกข้อมูลลงในหน่วยความจำเพื่อไม่ให้งานหายไป หรือเพื่อสามารถเรียกมาใช้ต่อได้ การเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลสารสนเทศ รวมถึงรูปภาพ เพลง และวิดีโอ ที่เราต้องการที่จะใช้ ผู้ใช้สามารถนำมาใส่ในอุปกรณ์เก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็น Hard Disks ที่สามารถ เก็บข้อมูลได้ค่อนข้างเยอะมาก ซึ่งสามารถจุข้อมูลได้ตั้งแต่ 160 GB - 1.5 TB เป็นหน่วยความจำที่เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่ผู้ใช้ทำงานเอกสาร ทำข้อมูลพื้นฐาน การส่งเข้า e-mail  หรือจะเก็บไว้ใน Memory Card   สามารถเก็บข้อมูลได้แต่มีขนาดเล็กกว่า hard disk  และนำไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆได้อีก USB Flash Drives เหมาะสำหรับการพกพา หรืออาจจะมีการเก็บข้อมูลผ่านอินเตอร์เนต ยังมีการเก็บข้อมูลลงในแผ่นดิสก์ชนิดต่างๆ อีกด้วย ก็อย่างเช่น แผ่น CD-ROW,CD-R,CD-RW,DVD เป็นต้น การเก็บรักษาแผ่นเหล่านี้ห้ามตั้งไว้ในที่เเสงเเดดส่องถึง ควรเก็บไว้ในตลับที่ทึบเเสง  ส่วนการเก็บใน Microfile และ Microfiche จะมีอายุการก็บนานที่สุด

บทที่ 5 Input


บทที่ 5  Input


  เป็นหน่วยทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก การที่เราจะนำข้อมเข้าสู่หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์และการใช้อุปกรณ์ในการนำเข้าข้อมูลที่มีมากมายหลายรูปแบบแต่บทนี้จะมีการอธิบายถึง
    คีย์บอร์ด (Keyboard) คีย์บอร์ดจะประกอบไปด้วย
    - แป้นอักขระ (alphabetic keys) เป็นแป้นที่มีการจัดวางอักขระเหมือนกับแป้นพิมพ์ดีดทั่วไป
    - แป้นตัวเลข (numeric keypad) เป็นแป้นตัวเลขทางขวามือ ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับงานที่ต้องป้อนข้อมูลตัวเลขเป็นประจำ
    - แป้นฟังก์ชัน (function keys) เป็นแป้นที่อยู่บนแถวแรกของแป้นพิมพ์ ใช้สัญลักษณ์ F1-F12 แป้นฟังก์ชันเป็นแป้นทางลัดในการเลือกคำสั่ง ซึ่งแต่ละแป้นได้มีการ บันทึกคำสั่งไว้แล้ว และแป้นฟังก์ชันของแต่ละโปรแกรมจะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป โปรแกรมสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะกำหนดแป้นฟังก์ชันเพื่อเข้าถึงคำสั่งโดยทางลัด ได้
    - แป้นลูกศร (arrow keys) เป็นแป้นที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์
    - แป้นควบคุม (control keys) เป็นแป้นพิมพ์ที่ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นพิมพ์อื่น ๆ เช่น แป้น Ctrl แป้น Shift และแป้น Alt เป็นต้น
 
     อุปกรณ์ชี้ตำเเหน่ง  (Pointing Devices)
เมาส์ (Mouse)  ใช้สำหรับควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ เพื่อชี้ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ ซึ่งตัวชี้ตำแหน่งนี้จะมีลักษณะเป็นลูกศร
การควบคุมเมาส์
    - การกดปุ่ม (Click)
    - กดปุ่มซ้อนสองครั้ง (Double Click)
    - กดปุ่มขวา (Right Click)
    - การลากแล้ววาง (Drag and Drop)
ลูกกลมควบคุม (trackball) เป็นอุปกรณ์ใช้ชี้ตำแหน่งคล้ายเมาส์ ต่างกันที่ลูกบอลของ trackball จะอยู่ด้านบน แต่ลูกบอลของเมาส์จะอยู่ด้านล่าง เมื่อจะใช้ trackball ผู้ใช้จะหมุนลูกบอลไปในทิศทางที่ต้องการ แต่ถ้าใช้เมาส์ผู้ใช้จะต้องเคลื่อนที่ทั้งตัวเมาส์โดยทั่วไปลูกบอลของ trackball จะมีขนาดใหญ่กว่า ลูกบอลของเมาส์เพื่อความสะดวกในการควบคุมด้วยนิ้วมือและฝ่ามือ trackball ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นราบว่างในการเคลื่อนที่เหมือนเมาส์ และส่วนใหญ่ จะถูกออกแบบให้ใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา
Touchpad  มีรูปทรง 4  เหลี่ยม ใช้การกดและรับความไวของการเคาะ    มีเสียงในการกดเคาะ ดังแปะ ๆ (เหมือนการ Click)  สามารถเลื่อน  pointer ได้โดยการลูบในพื้นที่ 4 เหลี่ยม    การเลื่อน Cursor จะอาศัยนิ้วมือกดและเลื่อน  เป็นอุปกรณ์ที่ติดอยู่กับ Notebook
Pointing stick เป็นลูกทรงกลมเล็ก ๆ ไวต่อการกด  วางอยู่กึ่งกลาง keyboard  ใช้การหมุนเพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของ pointer
ปากกา (Pen Input) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สัมผัสกับจอภาพ เพื่อใช้ชี้ตำแหน่งและวาดข้อมูล มักใช้กับการวาดภาพบนกระดานวาดภาพ หรือบนโทรศัพท์จอสัมผัส เป็นต้น
จอยสติก (Joy Stick) จอยสติกจะเป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้นลง / ซ้ายขวา เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์ แต่จะมีแป้นกดเพิ่มเติมมาจำนวนหนึ่งสำหรับสั่งงานพิเศษ  นิยมใช้กับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์
กล้องดิจิตอล  ( Digital Camera )
     ใช้ถ่ายภาพและจัดเก็บข้อมูลบน Chip ภาพเก็บภาพลงในคอมพิวเตอร์ และแก้ไขภาพด้วย software รวมถึงเก็บภาพไว้ในสื่อ CDs หรือ DVDs ภาพจะมีความละเอียดหลายล้าน pixels จัดเก็บและลบทิ้งจาก memory card ได้การทำงานของ Digital Camera จะมีรูรับแสงเปิดออก ภาพจะถูก Focus ผ่านเลนส์  และกระทบลงบนส่วนรับภาพที่เรียกว่า  CCD  CCD จะแปลงภาพที่ได้เป็นสัญญาณอนาล๊อก (Sign Analog)  เพื่อนำไป  ผ่าน ADC  ซึ่งจะแปลงสัญญาณกลับเป็น Digital สามารถนำเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้งานในประโยชน์อื่น ๆ
อุปกรณ์รับข้อมูลประเภทเสียงพูด (voice input )
     การรับข้อมูลประเภทเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หมายถึง การรู้จำเสียง ซึ่งอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลประเภทเสียงนี้ สามารถที่จะให้ผู้ใช้สั่งคอมพิวเตอร์โดยใช้เสียงพูดของผู้ใช้ได้ 
อุปกรณ์รับข้อมูลจากวิดีโอ  ( Video Input )  
      จะประกอบด้วยลำดับของเฟรม (Frames) ภาพนิ่งหลายเฟรม มีการสลับเฟรมเพื่อแสดงผลได้อย่างรวดเร็วพอที่จะหลอกตาคนดูได้ว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว ในการเปลี่ยนเฟรมหรือเคลื่อนที่ของภาพจะเร็วจนเห็นเป็นภาพต่อเนื่อง  
Scanner  
       ใช้ในการอ่านอักขณะพิเศษ   ตัวเลข   และสัญลัษณ์ต่าง ๆ
- Flatbed  scanner :  จะ scan  ครั้งละ 1 หน้า  สามารถ scan เอกสารขนาดใหญ่ได้
- Sheetfed  scanner : จะดึงกระดาษเขาไป scan   ต้องกลับด้านของกระดาษ 
- Laser scaner : ปัจจุบันมีหลากหลายชนิดให้เลือก รวมทั้งเครื่อง Scan  แบบสั่น  โดยส่วนมากแล้วหากใช้งาน ณ.จุดขายหน้าร้าน (POS: Point of Sale)  ก็จะต้องมีอุปกรณ์อื่นที่ต้องใช้ร่วมกัน  เช่น เครื่องออกใบเสร็จ (Receipt printer)  เครื่อง print bar code  (Bar code printer)     จอคอมพิวเตอร์ที่ใช้ร่วมด้วยจะมีขนาดเล็ก (9” VGA MONO  หรือ 10” COLOR MONITOR)   keyboad  ที่ใช้ก็จะมีเฉพาะตัวเลข (Numeric keyboard)  รวมทั้งต้องใช้เครื่องช่างน้ำหนัก   ป้ายแสดงจำนวนเงิน  เครื่องลงเวลา (Access Control and Time)  ลิ้นชักควบคุม (Cash Drawer)  เครื่องรูดบัตรชนิดต่าง ๆ  เป็นต้น
Bar Codes  Readers
      เครื่องอ่านรหัสบาร์โค๊ด (Bar Code Readers)  เป็นอุปกรณ์ที่นํามาใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ในการประยุกต์ใช้งานทางด้านธุรกิจ  เช่น  อ่านป้ายบอกราคาสินค้า เพื่อสะดวกในการคำนวณจำนวนเงิน และสามารถป้องกันความผิดพลาดที่เกิดจากการบันทึกข้อมูลของผู้ใช้  รหัส Bar code ที่ใช้ในทางธุรกิจ เราเรียกว่า Universal Product Code (UPC)  โดยจะมีขีดสัญลักษณ์ในแนวตั้งขีดเรียงกัน (Bar code)   สัญลักษณ์นั้นแทนด้วยแถบสีขาวและดำที่มีความกว้างแทนค่าเป็น 1  และแคบแทนค่าเป็น   0  การอ่านข้อมูลนั้นพื้นที่ภายในแถบและช่องว่างจะทำให้เกิดความแตกต่างของการสะท้อนกลับ   

บทที่ 4 The Components of the System Unit

บทที่ 4 The Components of the System Unit



      หน่วยระบบเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการประมวล ผล ข้อมูล หน่วยระบบมีอยู่หลายรูปร่างและหลายขนาด ซึ่งทำจากโลหะหรือพลาสติก เพื่อปกป้องชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในจากความเสียหาย การทำงานผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรนิกส์ซึ่งจะทำงานร่วมกันกับหน่วยของระบบต่างๆ ซึ่งจะมีกระบวนการมาประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมา จะมีหน่วยควบคุมคอยควบคุมและจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา 
การรับข้อมูลจากผู้ใช้มาถึงการประมวลผลจาก CPU ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ให้เป็นตัวอักษร หรือการทำงานอื่นๆที่เริ่มจากการป้อนข้อมูลจาก input แล้วไปแสดงออกทาง output ไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเสียงหรือข้อความ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำ ซึ่งหน่วยความจำจะมีส่วนประกอบเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และทำงานร่วมกับ ระบบประมวลผลโดยจะเก็บข้อมูลนี้ไว้และจะนำมาประมวลผลเมื่อมีการเรียกใช้งาน หน่วยความจำจะมีเป็นส่วนประกอบหนึ่งหรืออาจมากกว่านั้นบน Motherboard หรือจะเป็น บอร์ดวงจรไฟฟ้าในคอมพิวเตอร์

    Processor
    CPU ย่อมาจาก Central Processing Unit คือ หน่วยประมวลผลกลาง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (Chip) CPU มีลักษณะเป็นชิปตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ภายใน CPU จะประกอบไปด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า CPU จะทำหน้าที่คำนวณตัวเลขจากชุดคำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนโปรแกรมเข้าไปแล้ว CPU จะไปอ่านชุดคำสั่งมาแปลความหมาย และทำการคำนวณ เมื่อได้ผลลัพธ์ก็จะส่งผลลัพธ์ออกไปแสดงผลทางหน้าจอ

     การแทนรหัสข้อมูล (Data Representation)
     Bit ( binary digit) คือ หน่วยพื้นฐานในการแทนข้อมูล 8 bit จะถูกจัดกลุ่มกันเป็นหน่วยของ Byte (Byte จำนวน 8 bit)
     ข้อมูลอักขระ ซี่งได้แก่ตัวอักษร ตัวอักษรที่แทนตัวเลข สัญลักษณ์พิเศษ จะถูกแทนด้วยเลขฐานสองตามแต่รหัส ( code) ที่เลือกใช้เช่น 

   - ASCII code (American Standard Code for Information Interchange)โดยเเบ่งเป็น
          - Stand ASCII หรือ ASCII-7 ใช้ 7 bit แทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 27 = 128 อักขระ เช่นแทน “ A” ด้วย 100 0001
          - Extended ASCII หรือ ASCII-8 ใช้ 8 bitแทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 28 = 256 อักขระ ซึ่งเพิ่มจากเดิมเพื่อให้สามารแทนอักขระของภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น สามารถแทน “ก” ได้
   - Unicode code ใช้เลขฐานสองจำนวน 16 bits แทน 1ตัวอักขระ ซึ่งสามารถแทนได้ 2 กำลัง 16 = 65536 อักขระ เพื่อให้สามารถแทนอักขระของภาษาต่างๆในโลกได้ครอบคลุมมากกว่ารหัสแบบอื่นๆ
      Memory
      Memory คือพื้นที่พักข้อมูลชั่วคราวของคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูล Memory มีอยู่หลายขนาด
- Kilobyte (KB หรือ K) เท่ากับประมาณ 1 พันไบต์
- Megabyte (MB) เท่ากับประมาณ 1 ล้านไบต์ 
- Gigabyte (GB) เท่ากับประมาณ 1 พันล้านไบต์
- Terabyte (TB) เท่ากับประมาณ 1 ล้านล้านไบต์
     RAM  (Random Access Memory)  
     คือ หน่วยความจำที่มีการเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใส่ลำดับต้องการข้อมูล ที่ตำแหน่งใดก็ได้ โดยส่ง Address (ตัวเลขระบุตำแหน่ง) ให้กับ RAM Memory Chip ที่ใช้กันในเครื่องพีซีแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
                    1. SRAM(Static RAM)
                    2. DRAM(Dynamic RAM)
    คุณสมบัติที่แตกต่างกัน ระหว่าง SRAM กับ DRAM คือ SRAM มีราคาสูงกว่า เนื่องจาก SRAM มี ความเร็วสูงกว่า DRAM
    การใช้งาน RAM นั้น ต้องมีไฟเลี้ยงตลอดเวลา และนอกจากไฟเลี้ยงแล้ว DRAM ยังต้องการ การ Refresh ข้อมูลเป็นระยะๆ เสมือนการเตือนความทรงจำ ซึ่ง ผิดกับ SRAM ที่ไม่ต้องมีการ Refresh เนื่องจาก DRAM ซึ่งทำมาจาก MOSใช้หลักการ ของตัวเก็บประจุ มาเก็บข้อมูล เมื่อเวลาผ่านไป ประจุจะค่อยๆรั่วออก ทำให้ต้องมีการ Refresh ประจุตลอดเวลาการใช้งาน ส่วน SRAM ซึ่งทำมาจาก Flip-Flop นั้น ไม่จำเป็นต้องมีการ Refresh แต่ SRAM จะกินไฟมากกว่า DRAM อันเนื่องจากการใช้ Flip-Flop นั่นเอง

     RAM (Random Access Memory)
     เป็น memory chips ที่จำเป็นของคอมพิวเตอร์ทั่ว ๆ ไป รวมทั้ง PDA ด้วย ส่วนของ RAM นี้ จะใช้สำหรับประมวลผลและเก็บไฟล์ข้อมูลชั่วคราว RAM มีความแตกต่างจาก ROM ในเรื่องของการเก็บรักษาข้อมูล RAM จำเป็นจะต้องมีกระแสไฟมาเลี้ยงเพื่อที่จะรักษาข้อมูลที่เก็บไว้ใน RAM Pocket PC รุ่นแรกๆ ก่อนที่จะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 5 จะใช้ RAM เก็บทั้งข้อมูลและโปรแกรม ดังนั้นผู้ใช้ PDA จำเป็นจะต้องคอยดูแลส่วนของแบตเตอรีไม่ให้กระแสไฟฟ้าหมด มิเช่นนั้น โปรแกรมและข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้ใน RAM ก็จะหายไปทั้งหมด
     Flash Memory
     คือ หน่วยความจำขนาดเล็กประเภท non-volatiole ที่สามารถบันทึกข้อมูลลงไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ข้อมูลไม่มีการสูญหายเมื่อปิดสวิตซ์ ซึ่งมีส่วนที่ใช้บันทึกข้อมูล เรียกว่า solid state chips ซึ่งใช้กระบวนการทางไฟฟ้าในการบันทึกข้อมูลและมีตัวควบคุมการอ่านและเขียนในตัวเอง 

     CMOS (Complementary Metal-Oxide Semiconductor) 
     คือ ชิปหน่วยความจำแบบใช้พลังงานแบตเตอรีในคอมพิวเตอร์ของคุณ ที่ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำงาน โปรแกรมที่ทำงานขั้นพื้นฐานของระบบ (BIOS) ในคอมพิวเตอร์คุณจะใช้ข้อมูลนี้เมื่อเริ่มการทำงานของคอมพิวเตอร์
     วิธีการทำความสะอาดภายนอกและภายในระบบ
การทำความสะอาดภายนอกเครื่องคอมพิวเตอร์
    ใช้น้ำยาทำความสะอาดสำหรับเครื่องคอมฯ เช็ด บริเวณด้านนอก โดยอาจใช้พู่กันเล็กๆ ช่วยในการปัดฝุ่นออกเสียก่อน จากนั้นจึงใช้น้ำยาทำความสะอาดเช็คเครื่องคอมฯ ข้อควรระวัง! โดยปกติน้ำยาเหล่านี้ ห้ามเช็คหน้าจอ ถ้ามีฝุ่นหรือคราบนิ้วมือ ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดก็เพียงพอแล้ว (ทิป น้ำยาทำความสะอาด โดยทั่วไป การใช้ควรใส่น้ำยาบนผ้าที่สะอาด จากนั้นลูบไปบริเวณตัวเครื่อง ทิ้งไว้สักพัก และค่อยเช็ดออก จะช่วยลดแรงในการขัดได้มาก)
การทำความสะอาดภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
แบ่งได้หลายส่วนเลย ดังนี้
    * สำรองข้อมูล
      เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาของคอมพิวเตอร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปัญหาของคุณได้มากทีเดียว การสำรองข้อมูลอาจสำรองลงแผ่น ดิสก์, ซีดี หรืออาจแบ่ง partition ในฮาร์ดดิกส์ แล้วทำรองไว้ ทั้งนี้คงขึ้นกับกำลังเงินที่เรามีอยู่
    * ทำความสะอาดแผงวงจร
      ปัญหาอย่างหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์เกิดเสียหายได้ นั่นคือ ความชื้นและฝุ่นละอองที่เกาะตามอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงควรทำความสะอาดบ้างอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ติดตั้งคอมฯ ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากน้อยเพียงใด การทำความสะอาด จำเป็นต้องต้องเปิดฝาเครื่อง จากนั้นให้ใช้เครื่องเป่าผม หรือเครื่องดูดฝุ่น (ขนาดเล็ก) ใช้เป่า หรือดูดฝุ่นออกมา ระวังเวลาดูดหรือเปล่า อย่าเข้าใกล้แผงวงจรมากนัก
    * ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์
      ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์ที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่ถูกใช้งานมากที่สุด ดังนี้เราจึงควรมีการตรวจสอบ ฮาร์ดดิสก์เป็นประจำอยู่เสมอ โดยใช้โปรแกรมตรวจสอบ เช่น ลบขยะภายในเครื่อง Disk Cleanup, ตรวจสอบดิสก์ Scandisk และ จัดเรียงข้อมูลในดิสก์ Disk Defregment (อย่างน้อยเดือนละครั้ง)
    * ตรวจสอบไวรัส
      วิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหา และช่วยในการทำงานของคุณให้ราบรื่นด้วย เนื่องจากปัจจุบัน ไวรัสมีการแพร่กระจายทุกวัน และโดยเฉพาะการใช้งาน internet & Email ก็เป็นที่แพร่หลายมากด้วย ดังนั้นโอกาสในการติดไวรัสย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ การป้องกันย่อมดีกว่าแก้ปัญหาแน่นอน ดังนั้นการติดตั้งโปรแกรมเพื่อป้องกันและตรวจสอบไวรัส ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ต้องกระทำ และนอกจากนี้ คุณจำเป็นจะต้องมีการ update ไฟล์ที่สามารถป้องกันไวรัสตัวไวรัสอย่างสม่ำเสมออีกด้วย (อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง)


 

บทที่ 1 introduction to computers

บทที่ 1 introduction to computers

   คอมพิวเตอร์ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามการใช้งานของแต่ละคน
          
        ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวงการไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ทั้งทางด้านธุรกิจ คอมพิวเตอร์จะมีอยู่ทุกที่ ทั้งที่ทำงาน ที่โรงเรียนและที่บ้าน ดังภาพข้างต้น และยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆได้อย่างอีกมากมาย เช่น โทรศัพท์ , เครื่องเล่น mp3, โทรทัศน์ ฯลฯ เครื่องคอมพิวเตอร์ยังสามารถทำการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกและการติดต่อสื่อสารในทางไกล โดยวิธีการติดต่อผ่านระบบที่เรียกว่า " Internet " ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารในระยะไกลได้สะดวกขึ้นอีกด้วย และรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามการใช้งานของแต่ละคน และคอมพิวเตอร์ก็จะถูกแบ่งออกไป เพื่อให้เหมาะสมตามลักษณะการใช้งานของผู้ใช้นั้นๆด้วย 
         คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อำนวยความสะดวกที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน คอมพิวเตอร์จะทำงานตามชุดคำสั่งอย่างอัตโนมัติ โดยจะทำการคำนวณ เปรียบเทียบทางตรรกกับข้อมูล และให้ผลลัพธ์ออกมาตามต้องการ โดยมนุษย์ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในการประมวลผล

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทที่ 3 Application Software

บทที่ 3  Application Software


    Software ทั่วไปที่เชื่อมโยงและนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

      ประเภทที่ 1 คือ system software คือ เป็นชุดของโปรแกรมที่เป็นตัวกลางอยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ มีหน้าที่ในการควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ และสนับสนุนคำสั่งสำหรับควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ประยุกต์ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งาน ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมกันใช้ในปัจจุบัน เช่น Windows , Mac OS , DOS , Linux

      ประเภทที่ 2 คือ Application software คือ ซอร์ฟแวร์เฉพาะด้านซึ่งความสามารถของโปรแกรมนั้นๆจะต่างกันออกไป ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  - ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน คือ โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างที่เราต้องการ บางที่เรียกว่า User’s Program


  - ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไปหรือซอฟต์แวร์สำเร็จรูป เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่มีผู้จัดทำไว้ เพื่อใช้ในการทำงานประเภทต่างๆ ผู้ใช้สามารถนำโปรแกรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลของตนได้ แต่จะไม่สามารถทำการดัดแปลง หรือแก้ไขโปรแกรมได้ การ ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจึงเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ตัวอย่างโปรแกรมสำเร็จรูปที่นิยมใช้ได้แก่ MS-Office, Lotus, Adobe Photoshop, SPSS, Internet Explorer และ เกมส์ต่างๆ เป็นต้น

       โปรแกรมนั้นต่างมีทั้งใช้ง่าย และยากตามความเหมาะสม มีทั้งต่อติดตั้งลงในเครื่อง หรือ ใช้แบบไม่ต้องติดตั้งก็ได้

บทที่ 2 The Internet and Worla Wide Web


บทที่ 2  The Internet and Worla Wide Web


        The Internet
       อินเทอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัย โครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การ เข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจากคอมพิวเตอร์ทุกๆที่ ทั้งบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน ในโรงเเรม หรือบนเครื่องบิน หรือจะเป็นสวนสาธารณะ
      อินเทอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า Inter และ net  คำว่า "อินเทอร์ (Inter)" คือ ระหว่างหรือท่ามกลาง ส่วนคำว่า "เน็ต (Net)" คือ เครือข่าย (Network)
      อินเตอร์เน็ตช่วยให้เราติดต่อสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสื่อสารทางไกลได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านการแชท หรือส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่า  “E-Mail” อินเตอร์เน็ตยังช่วยในการหาข้อมูลต่างๆทั่วโลกได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย และ ยังมีการทำธุรกิจผ่านทางอินเตอร์เน็ตอีกมากมายหลายอย่าง โลกอินเตอร์เน็ตยังมีความสะดวกสบายอีกหลายอย่างให้ศึกษา และค้นหา อีกมากมาย

      Internet  addresses
      IP Address คือ หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด  เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1  เป็นต้น
      Domain Name หมาย ถึง ชื่อที่ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยัง Website ต่างๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถูกเรียกแทนการเรียกเป็นหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address)  เนื่องจากการจดจำหมายเลข IP ถึง 16 หลัก ทำให้ยุ่งยาก และไม่สามารถจำได้เวลาท่อง ไปในระบบอินเทอร์เน็ต จึงนำชื่อที่เป็นตัวอักษรมาใช้แทน ซึ่งมักจะเป็นชื่อที่สื่อความหมายถึง หน่วยงาน วัตถุประสงค์ เนื้อหา หรือเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ โดยแต่ละเว็บไซต์จะมีชื่อโดเมนเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน 
      Domain Name มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ
      ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  Domain Name 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  Domain Name 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ
       Domain Name 2 ระดับ จะประกอบด้วย www.ชื่อโดเมน.ประเภทของโดเมน เช่น www.google.com
  ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้
     .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
     .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
     .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
     .edu คือ สถาบันการศึกษา
     .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
     .mil คือ องค์กรทางทหาร
        Domain Name 3 ระดับ จะประกอบด้วย www.ชื่อโดเมน.ประเภทของโดเมน .ประเทศ เช่น www.kmutnb.ac.th , www.google.co.th
  ประเภทขององค์กรที่พบบ่อย คือ
    .co คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    .ac คือ สถาบันการศึกษา
    .go คือ องค์กรของรัฐบาล
    .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
    .or คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
  ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร
     .th   คือ ประเทศไทย
     .cn  คือ ประเทศจีน
     .uk  คือ ประเทศอังกฤษ
     .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
     .au  คือ ประเทศออสเตรเลีย

    The World Wide Web
    World Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้นๆว่า Web หรือ W3 (WWW) คือ คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึง ข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ (กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่) โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูล ต่างๆที่มีอยู่ใน World Wide Web โดยเฉพาะ บราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer ของ และ Firefox